ผู้เขียน หัวข้อ: พฤติกรรมระหว่างการจัดฟันเด็ก อะไรที่ต้องทำ และอะไรที่ต้องสั่งห้ามเด็ดขาด!  (อ่าน 19 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 958
    • ดูรายละเอียด
พฤติกรรมระหว่างการจัดฟันเด็ก อะไรที่ต้องทำ และอะไรที่ต้องสั่งห้ามเด็ดขาด!

หลังจากที่เราตัดสินใจพาลูกรักก้าวเข้าสู่เส้นทางการจัดฟันเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันเด็กเล็กระยะแรก หรือการจัดฟันวัยรุ่นก็ตาม สิ่งสำคัญที่แปรผันตรงกับความสำเร็จในการรักษาไม่ใช่แค่ฝีมือคุณหมอนะคะ แต่คือ "พฤติกรรมระหว่างการจัดฟัน" ของตัวคนไข้เองค่ะ!

เพราะการมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาติดแน่นหรือใส่ค้างอยู่ในปาก ย่อมทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปเยอะมาก หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากที่จะได้รอยยิ้มสวยๆ อาจจะกลายเป็นได้ฟันผุรอบปาก หรือเครื่องมือหลุดบ่อยจนจัดฟันไม่เสร็จสักที

วันนี้เราเลยขอรวบรวม พฤติกรรมที่ควรส่งเสริม VS พฤติกรรมที่ต้องสั่งห้าม ระหว่างจัดฟันมาฝากกันค่ะ คุณแม่เซฟเก็บไว้บอกต่อเจ้าตัวเล็กที่บ้านได้เลยค๊า! 💕


🟢 1. พฤติกรรม "ที่ควรส่งเสริมและต้องทำให้เป็นนิสัย"

เมื่อจัดฟันแล้ว วินัยในช่องปากต้องอัปเกรดขึ้นเป็น 2 เท่า ด้วยพฤติกรรมเชิงบวกเหล่านี้ค่ะ:

🪥 ปรับพฤติกรรมการแปรงฟันแบบ "3-3-3": แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง (เช้า, หลังมื้อเที่ยง, และก่อนนอน) โดยใช้เวลาแปรงอย่างต่ำครั้งละ 3 นาที และหลังจากทานอาหารเสร็จไม่เกิน 3 นาที ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันทันทีเพื่อไม่ให้เศษอาหารสะสมตามซอกเหล็กค่ะ

🧵 ใช้ไหมขัดฟันทุกคืนก่อนนอน: ห้ามละเลยเด็ดขาด! เพราะแปรงสีฟันเข้าไม่ถึงซอกฟันใต้เส้นลวดอย่างแน่นอน ต้องฝึกให้ลูกใช้ไหมขัดฟันสำหรับคนจัดฟัน (Superfloss) หรือไหมขัดฟันธรรมดาควบคู่กับตัวนำไหม (Floss Threader) เคลียร์คราบพลัคทุกวันป้องกันฟันผุซอกฟันค่ะ

📅 มีวินัยในการมาพบคุณหมอตรงเวลา: การมาเปลี่ยนลวด ดึงฟัน หรือปรับอุปกรณ์ให้ตรงนัดทุกเดือน เป็นพฤติกรรมที่ช่วยให้ฟันเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่องตามแผนการรักษาและเสร็จไวที่สุดค่ะ


🔴 2. พฤติกรรม "อันตราย... ที่ต้องสั่งห้ามเด็ดขาด!"

พฤติกรรมความเคยชินเดิมๆ เหล่านี้ หากไม่รีบหักดิบ อาจทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหายและเจ็บตัวฟรีได้ค่ะ:

🚫 พฤติกรรมการกัด/เคี้ยวของแข็งและเหนียวหนึบ: สั่งห้ามเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง, แครอทดิบ, ข้าวโพดฝัก (ต้องฝานเป็นเม็ดก่อนกิน), เนื้อสัตว์ติดกระดูก, รวมถึงขนมเหนียวหนึบอย่างทอฟฟี่หรือกัมมี่ เพราะแรงกระแทกจะทำให้แบร็กเก็ตหลุดค้าง ส่งผลให้ลวดทิ่มแก้มและทำให้การรักษาล่าช้าออกไปอีกค่ะ

ปากว่างแล้วชอบกัดเล็บหรือแทะปลอกปากกา: เด็กๆ หลายคนเวลาเรียนหรือนั่งคิดอะไรเพลินๆ มักจะเผลอเอาเล็บมือหรือปลอกปากกาเข้าไปแทะในปาก แรงกดที่ไม่สม่ำเสมอเหล่านี้อาจจะไปบิดลวดจัดฟันให้เบี้ยวผิดรูปโดยไม่รู้ตัวค่ะ

👅 ชอบเอาลิ้นดุนหรือใช้นิ้วเขี่ยเครื่องมือ: ช่วงแรกที่ตึงฟัน เด็กๆ มักจะชอบเอาลิ้นไปดุนๆ ดันๆ แบร็กเก็ต หรือเอานิ้วไปแกะเกา พฤติกรรมนี้ต้องรีบเตือนนะคะ เพราะนอกจากจะเสี่ยงทำให้เหล็กหลุดแล้ว ยังอาจนำเชื้อโรคจากมือเข้าสู่ช่องปากที่กำลังบอบบางได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ


🍽️ ทริกโภชนาการและการดูแลระบบย่อยอาหารในสัปดาห์ที่ลูกระบมฟัน

ในช่วง 3-5 วันแรกหลังจากการปรับเครื่องมือหรือเปลี่ยนเส้นลวดชุดใหม่ รากฟันของเด็กจะเกิดกระบวนการเคลื่อนตัวตามธรรมชาติ ทำให้น้องเกิดอาการ "ตึงระบมและเมื่อยล้ากราม" จนงอแงกินข้าวได้น้อยลง คุณแม่ควรเตรียมเมนูเนื้อนุ่มสัมผัสละมุนเพื่อช่วยซัพพอร์ตระบบร่างกายองค์รวมของลูกรักกันนะคะ:

เน้นเมนูสัมผัสละมุน รสชาติอ่อนโยน: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดร้อน หรือเปรี้ยวจี๊ด เพื่อซัพพอร์ตช่องปากที่กำลังระบม แนะนำเมนูเนื้อนุ่ม ย่อยง่าย เช่น ไข่ตุ๋นนมสดเนื้อพุดดิ้ง (เนื้อสัมผัสเนียนละเอียด นุ่มละมุนลิ้น แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวให้สะเทือนรากฟัน ได้โปรตีนสูงช่วยสมานเนื้อเยื่อในช่องปาก), ข้าวต้มปลาเนื้อขาวอุ่นๆ (รสชาติละมุน ซดง่าย สบายท้อง ไม่เพิ่มภาระให้ระบบย่อยอาหารของลูกน้อย), หรือ แกงจืดเต้าหู้ไข่ใส่หมูสับละเอียด (ช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการระบมกรามได้ดีค่ะ)

จัดท่าทางหลังมื้ออาหารป้องกันกรดไหลย้อนในเด็ก: วันไหนที่ลูกระบมฟันจนเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด กระเพาะอาหารของเด็กจะทำงานหนักขึ้นแปรผันตาม ดังนั้นหลังทานอาหารเสร็จห้ามปล่อยให้ลูกล้มตัวลงนอนราบทันทีเด็ดขาดนะคะ แนะนำให้ชวนลูกทำกิจกรรมกึ่งนั่งกึ่งนอน หนุนหมอนสูงขึ้น หรือนั่งเล่นของเล่นในมุมพิงหลัง 30–45 องศาต่อไปก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยซัพพอร์ตระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้คล่องตัวตามแนวโน้มถ่วง และช่วยป้องกันโรคกรดไหลย้อนย้อนกลับขึ้นมาทำลายสารเคลือบฟันแท้ที่กำลังบอบบางจากกรดในกระเพาะอาหารค่ะ

 

ลงประกาศฟรี ติดอันดับ Google โฆษณาฟรี ประกาศฟรี ขายฟรี ลงประกาศขายบ้าน ขายที่ดิน ขายคอนโด ขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอุตสาหกรรม อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ สถานที่ท่องเที่ยว โปรโมทเว็บไซต์ฟรี